คำบอกเล่า
 
พี่ยุ่นแห่งเมืองคนดี โดย khunrin
วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม 2550



ผมหายศีรษะจากบล็อกไปหลายวัน เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปสุราษฎร์ธานี ก็เลยถือโอกาสชักชวนเพื่อนๆน้องๆที่สนิทกันไปเที่ยวด้วย เพื่อไม่เสียเที่ยวผมจึงแวะไปเสพความทรงจำดีๆที่สวนกล้วยไม้ ซึ่งเคยเป็นเสมือนเซฟเฮ้าส์ของผม

ช่วงเวลา 4 ปี ที่ผมเคยถูกส่งไปอยู่สุราษฎร์ธานีเพื่อปฏิบัติภารกิจให้บริษัทในขณะที่สภาพเศรษฐกิจปี 2541 นั้นแสนสาหัสจนนรกต้องเรียกพี่ แต่สิ่งที่ชดเชยกับการไปทำงานครั้งนั้นคือ “มิตรภาพ และคำว่าเพื่อนที่เสมือนญาติ”

ผมกำลังเอ่ยถึงผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อ “พี่ยุ่น” จากคนที่ทำงานแบงก์แล้วก็ทนต่อเสียงเรียกร้องของหัวใจไม่ไหว ทำให้เธอเก็บเงินซื้อที่ดินขุมเหมืองร้าง 200 ไร่ เพื่อทำสวนกล้วยไม้ ทำตัวเป็นเกษตรกรตามที่ใจปรารถนา ยอมสละอาชีพที่มั่นคงในห้องแอร์

วันหนึ่งให้ผมได้โคจรไปเจอกับเธอถึงสวนกล้วยไม้ที่ อ.ดอนสัก ของสุราษฎร์ฯ แล้วผมก็ตะลึงกับภาพพื้นที่อันสวยงาม สงบ และน่าพักผ่อน ผมเอ่ยปากว่าที่นี่น่าทำเป็นรีสอร์ทเล็กๆสำหรับคนอยากพักผ่อนสงบๆท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า

นับจากวันนั้นจนวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 10 ปี ที่พี่ยุ่นยุขึ้น สวนกล้วยไม้ยังมีเสน่ห์สำหรับผมเหมือนเดิม บ้านพักไม้ที่สร้างไว้รอรับคนรักธรรมชาติเพิ่มจาก 3 ห้องเป็น 9 ห้อง ศาลาเย็นใจที่ใช้นั่งเอกเขนกกินอาหารถูกต่อเติม แต่อาหารเมนูเด็ดอย่างน้ำพริกแมงดาแห้งสูตรเฉพาะของพี่ยุ่นยังอร่อยบันเทิงลิ้นไม่เปลี่ยนแปลง

ความเอื้ออาทรของพี่ยุ่นที่มีต่อผมที่เคยมอบให้สมัยเมื่อครั้งทำงานที่สุราษฎร์ จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยจางหาย ความรู้สึกประหนึ่งญาติผู้ใหญ่ในใจผมยังคงเปี่ยมล้นเสมอมา

ผมเองนั้นชอบระเริงเมรัยที่สวนแห่งนี้ ผมสำรวจทุกซอกมุมของสวนและดื่มด่ำความสวยงามของธรรมชาติ แม้กระทั่งการนั่งรอดูพระจันทร์ตกตอนตีห้า เพราะจะเป็นมุมที่ภาพสะท้อนของดวงจันทร์จะกระจ่างในธารน้ำที่ไหลเอื่อยมาจากน้ำตกวิภาวดีที่โอบอ้อมด้านหลังของสวน และมองเห็นได้แจ่มชัดจากศาลาเย็นใจ

แต่เดิมพี่ยุ่นปลูกกล้วยไม้ แต่ภายหลังดอกหน้าวัวมีราคาดีกว่า ก็เลยได้มีโอกาสเข้ายึดพื้นที่แทนดอกกล้วยไม้

ผมไปรอบนี้สระอิงสวนที่เคยเป็นขุมเหมืองเก่า กลายเป็นที่ซ้อมว่ายน้ำของเจ้าเป็ดน้อยและห่านใหญ่ สะพานข้ามไปอีกฝากพี่ยุ่นกำลังจะใช้กล้วยไม้ต้นเล็กๆตกแต่งเพิ่มเข้าไปให้มีสีสันมากขึ้น

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจพี่ยุ่นและครอบครัว คำตอบที่ชัดเจนก็คงจะเป็นความมีน้ำใจและไม่เคยมองคนในแง่ร้ายของพี่ยุ่น

พี่ยุ่นไม่เอาเปรียบใคร และเลือกมองข้อดีของคน ทั้งพี่ยุ่นและสามีต่างก็เป็นคนอารมณ์ดี ไม่ทุกข์ร้อนฟูมฟายกับเรื่องอะไร อีกทั้งยังมีเพื่อนๆแวะเวียนไปมาหาสู่เป็นประจำไม่เคยขาดหาย

จำได้ว่าครั้งหนึ่งน้ำป่าหลากที่สุราษฎร์ฯและนครฯ กวาดเอาบ้านที่สร้างใกล้น้ำหายไปหนึ่งหลัง และกล้วยไม้ถูกน้ำท่วมตายจำนวนมาก ผมโทรไปถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ผมก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะของพี่ยุ่นเหมือนเดิม

นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่นอกเหนือจากสวนกล้วยไม้จะเป็นเสมือนเซฟเฮ้าส์ให้ผมได้แอบไปเติมพลัง เติมความสุขให้ชีวิตแล้ว ผมยังได้เติมอารมณ์ดีๆ และการรู้จักมองโลกในมุมบวกที่ผมสัมผัสได้จากพี่ยุ่น

เพื่อนๆเคยรู้สึกอยากชาร์จแบตฯบ้างมั้ยล่ะครับ แบตตารี่ของความสุขน่ะครับ

http://www.oknation.net/blog/khunrin/2007/10/12/entry-1


 
เที่ยวสวนกล้วยไม้ สุราษฎร์ฯ..แต่ บรรยากาศเชียงใหม่ โดย ณดาว
วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม 2550






อีกครั้งที่พี่ขุนริน ออกปากชวนเที่ยว ย่ำเมืองคนดี สุราษฎร์ธานี...แม้ช่วงนี้อาจจะฉ่ำฝน เพราะมรสุมฝนฟ้าคะนองเข้า แต่ไม่วายตอบรับคำเชิญเที่ยว “สวนกล้วยไม้ดอนสัก” ก็พี่ขุนเล่นบรรยายบรรยากาศ ความร่มรื่น ฉ่ำเย็นว่า ราวกับอยู่เชียงใหม่ ทั้งที่มันเป็นสุราษฎร์ธานี ทำเอาอยากไปเห็นด้วยตาตัวเอง

อุตส่าห์ทุ่นเวลาเดินทางด้วยการไปค้างที่เพชรบุรี บ้านพี่ขุน ออกเดินทางกันตอนเช้าจะได้ไปถึงสุราษฎร์ฯไม่ค่ำนัก แต่เอาเข้าจริง เพชรบุรีไม่ช่วยอะไร เรายังถึงจุดหมายในเวลาใกล้ค่ำเหมือนสตาร์ทจากกรุงเทพฯ เพราะเล่นแวะเรื่อยเปื่อยตลอดเส้นทาง ถึงขนาดที่ พี่ยุ่น สุลภัส มงคลสินธุ์ พี่สาวใจดีเจ้าของสวนกล้วยไม้ ซึ่งกะเวลาว่าน้องๆน่าจะถึงตั้งแต่หัววัน แต่ใกล้ค่ำแล้วก็ยังไม่ถึง ต้องเดือดร้อนโทรเร่ง เพราะรอ DRINK นานแล้ว...

พอเลี้ยวรถจากเส้นทางสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช ไปทางท่าเรือเฟอร์รี่ ดอนสัก จากสามแยกประมาณ 2 กิโลเมตร เราจะเห็นป้ายบอก “สวนกล้วยไม้ ดอนสัก” บริการที่พัก อาหาร เป็นอันถึงที่หมาย...ซึ่งเวลาใกล้ค่ำที่เรามาถึงอย่างนี้คงเห็นอะไรได้ไม่ชัดนัก แต่ที่สัมผัสได้ชัดเจนดูจะเป็นอากาศบริสุทธิ์ เย็นฉ่ำจนแสบจมูก กับกลิ่นตลบอบอวลของดอกปีบ ดอกไม้โปรดของณดาว ที่ถูกปลูกไว้รอบๆสนามหญ้า และแทบจะทุกมุมขอบริเวณบ้านพัก…ค่ำนั้น พี่ยุ่นต้อนรับน้องๆด้วยอาหารทะเลสดๆ กินแกล้มกับบรรยากาศเงียบสงบ ซึ่งเบื้องหน้าเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวมืดทึม มีธารน้ำไหลมาจากน้ำตกวิภาวดี ผ่านด้านหลังของสวน โดยมีแนวเขาทะมึนเป็นฉากหลัง

“เห็นลำธารนั่นมั้ย พี่เคยนั่งดูเงาพระจันทร์ในน้ำถึงตอนตี 5 โรแมนติกสุด” พี่ขุนเล่า
ณดาวก็นึกตามแย้งอยู่ในใจ “โรแมนติกยังไง นั่งดูพระจันทร์คนเดียว เหงาตายชัก”

มีเวลาหลายวันทีเดียวสำหรับที่สวนกล้วยไม้ดอนสัก...
“ที่นี่เคยเป็นขุมเหมืองโดโลไมต์เก่า ที่ดินทั้งหมดก็ราว 200 กว่าไร่ได้” พี่ขุนเล่าในระหว่างเอาเครื่องบินบังคับขึ้นเหินฟ้า

พี่ยุ่นนี่เจ๋งจริงๆ เล่นเปลี่ยนบ่อเหมืองร้างให้เป็นสระน้ำเลี้ยงปลา และ เป็ด ห่าน / ปลูกเรือนเลี้ยงกล้วยไม้ทั้งที่เป็นกล้วยไม้ป่า และกล้วยไม้เศรษฐกิจ ทั้งเพาะและขยายพันธุ์ขาย แต่หลังๆกล้วยไม้ราคาไม่ดี ก็เลยลงดอกหน้าวัว ชูช่อสีสวยแข่งกันอยู่ในเรือนกล้วยไม้

“แล้วพี่ยุ่นนึกยังไงมาทำสวนกล้วยไม้ที่ดอนสัก ภูมิประเทศมันไม่น่าจะไปด้วยกันได้” ณดาวถาม

“ไม่รู้..รู้แต่พี่ชอบ อยากมี อยากทำ แรกๆทำแค่กล้วยไม้อย่างเดียว แต่เพื่อนๆยุให้ทำรีสอร์ทด้วย ก็เชื่อเพื่อน” พี่ยุ่นเล่า

“มีบ้านพักอยู่ 9 หลัง ต้อนรับแขกไม่เคยเต็มสักที แขกที่มาพักก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อนฝูงที่รู้จักกัน จะมีแปลกหน้าบ้างก็เป็นเพื่อนของเพื่อนที่รู้จากการบอกเล่าปากต่อปาก แต่ทีเด็ดอยู่ที่อาหาร มีลูกค้าติดอกติดใจมาแวะกินน้ำพริกแมงดาแห้ง ที่เสริ์ฟพร้อมผักพื้นเมือง กับแกงป่า ที่คนใต้เรียกว่าแกงพริก แน่นร้านแทบทุกเที่ยง” ดูพี่ขุนเล่าอย่างกับเป็นเจ้าของ

คุยถึงที่มาที่ไปพอหอมปากหอมคอ ก็เดินสำรวจรอบๆ...ที่นี่เขามีชื่อสำหรับส่วนต่างๆเก๋ไก๋ทีเดียว อย่างบ้านพักหลังใหญ่ ที่พอก้าวเข้ามาในอาณาเขตแห่งนี้ก็จะเห็น เรียกว่า บ้านไม้หมอน เพราะเขาเอาไม้หมอนรถไฟมาสร้าง

ส่วนที่เป็นสวนอาหาร ซึ่งมีทั้งลานโล่งใต้ต้นกระท้อนใหญ่ และศาลามุงหลังคาใบเหลง เดาเอาว่า น่าจะเป็นสปีชีร์เดียวกับใบจาก เรียกว่า ศาลาเย็นใจ / บ่อน้ำใหญ่ เรียกว่า สระอิงสวน / ทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวที่มองเห็นไกลๆจากระเบียงไม้ร้านอาหาร หากเราเดินตามแนวทุ่งหญ้าไปอีกหน่อยจะเจอต้นไทรใหญ่ ถัดเข้าไปลึกจากนั้นเป็นดงดาหลา แต่ต้องขอโทษที่เดินไปไม่ถึงต้นไทรใหญ่ และดงดาหลา เพราะเหนื่อยลิ้นห้อยซะก่อน เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชมกัน คงต้องดูดอกดาหลาข้างห้องพักไปก่อนละกัน...

เห็นสภาพปัจจุบันแล้วนึกภาพไม่ออกเลยจริงๆว่า สวนกล้วยไม้แห่งนี้ เคยเป็นขุมเหมือง โดโลไมต์ เก่านั้นมันเป็นยังไง พี่ยุ่นเลยถือโอกาสตอนขากลับจากพาเที่ยวตลาด แวะพาไปดูขุมเหมืองโดโลไมต์ร้างข้างทาง ซึ่งก็สวยไปอีกแบบ... ก่อนพาไปชมความงามหาดนางกำ โชคดีที่เป็นวันฟ้าใส เลยเห็นเกาะสมุยทั้งเกาะอยู่ไกลๆ

ระหว่างนั่งรถกลับสวนกล้วยไม้นึกอยากรู้ว่าแร่โดโลไมต์ใช้ทำอะไร กูเกิ้ลช่วยเราได้...คำตอบคือแร่โดโลไมต์เป็นแร่เกิดจากตะกอนของแคลเซียมและแมกนีเซียมทับถมกัน มีหลายสี เช่น ขาว เทา เทาเข้ม-ดำ เขียว ชมพู นอกจากประโยชน์ในงานก่อสร้างแล้ว ยังใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล โรงงานฟอกหนัง และใช้ปรับปรุงคุณภาพน้ำ ใช้ปรับสภาพความเป็นกรดของดินให้เป็นกลาง ใช้เพิ่มแมกนีเซียมในต้นไม้...

...ความจริงมาสุราษฎร์ฯครั้งนี้ นอกจากอยากเห็นสวนกล้วยไม้ดอนสัก บรรยากาศเชียงใหม่แล้ว ตั้งใจจะไปเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานด้วย แต่พอเอาเข้าจริง ภูเขา ต้นไม้ ดอกไม้ สายน้ำ สายลมเย็น และ “เจ้าทีโบน” หมาพันธุ์โกลเด้นรีทีฟเว่อร์ วัย 3 ขวบ ทำให้เราขี้เกียจ ไม่อยากไปไหนต่อ ยิ่งมีอาหารอร่อยๆกับเครื่องดื่มถูกใจถูกเสิร์ฟไม่ขาด ยิ่งอยากหยุดเวลาไว้ที่นี่

“รู้ป่าว พี่ยึดที่นี่เป็นเซฟเฮ้าส์ เวลาเบื่อๆ กทม. นี่แหละเซฟเฮ้าส์ชั้นดี” พี่ขุนสารภาพ

...ถ้าไม่นับที่แวะไปเหมืองเก่าแล้วละก็ มาพักผ่อนคราวนี้จึงเรียกได้ว่า พักผ่อน ชาร์ตแบต เติมพลังให้ชีวิตจริงๆ เพราะกิจกรรมมีแค่ ตื่น กิน นอน แล้วก็เล่นกับเจ้าทีโบนเท่านั้น นึกๆแล้ว ณดาว อยากจะยึดที่นี่เป็นเซฟเฮ้าส์เหมือนพี่ขุนซะแล้วซิ...

http://www.oknation.net/blog/petpetpe/2007/10/15/entry-1

 
สวนกล้วยไม้ดอนสัก ขอสงวนลิขสิทธ์เนื้อหา และรูปภาพทั้งหมด
ห้ามคัดลอก หรือนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาติ